web counter

ชเวดากอง…มหาเจดีย์แห่งความศรัทธา

ชเวดากอง…มหาเจดีย์แห่งความศรัทธา

เจดีย์ชเวดากอง…                                                                                          มหาเจดีย์แห่งความศรัทธา

เล่าเรื่องมหาเจดีย์ชเวดากอง

“ขณะนั้นสีทองลึกลับแทรกตัวขึ้นมาตามเส้นขอบฟ้า สวยงามเปล่งประกายน่าอัศจรรย์ดั่งดวงอาทิตย์ เป็นรูปทรงที่ไม่ใช่ทั้งของโดมมุสลิมหรือวิหารฮินดู ตั้งอยู่บนเนินเขาสีเขียวและข้างล่างมีอาคารและเพิงไม้เป็นทางยาว ภายในน่าจะเป็นพระเจ้าองค์ใหม่” ถ้อยคำของ โจเซฟ รัดยาร์ด คิปลิง นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศอังกฤษในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เจ้าของบทประพันธ์ “เมาคลีลูกหมาป่า” และรวมถึงนิยายและเรื่องสันอื่นๆอีกหลากเล่ม ได้เขียนบันทึกถึงความรู้สึกของเขาที่ได้เห็นเจดีย์ชเวดากองเป็นครั้งแรกในปี 1889 ในหนังสือ “From Sea to Sea and Other Sketches, Letters of Trave” ที่ได้ตีพิมพ์ในอีก 10 ปี ต่อมา

 

“รัดยาร์ด คิปลิง” ไม่ได้กล่าวเกินจริงถึงความงามและความอลังการณ์ของเจดีย์ชเวดากอง มนต์สะกดนี้ยังคงทำหน้าที่และไม่เคยเลือนลางแม้มันจะเดินทางผ่านกาลเวลามานานกว่า 2,500 ปีเพราะด้วยความเชื่อและความศรัทธาที่เป็นแรงขับ เริ่มนับตั้งแต่สองพี่น้องพ่อค้าชาวมอญ “ตปุสสะและภัลลิกะ” ที่เกิดความเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงนำข้าวสัตตูไปถวาย จนได้ฝากตัวเป็นปฐมอุบาสกของพระพุทธเจ้า เมื่อจะเดินทางกลับบ้านเกิดเลยขอของที่ระลึก พระพุทธเจ้าท่านได้ประทานเส้นพระเกศาธาตุ 8 เส้นของพระองค์ให้ เมื่อถึงบ้านเมืองตน สองศรีพี่น้องชาวมอญ จึงได้ก่อสร้างเจดีย์บนเนินตะเกิง เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุและให้นามเจดีย์ว่า เจดีย์พระเกศาธาตุ

 

ศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ที่พิสูจน์แล้วด้วยกาลเวลา

จากความความศรัทธาประสาทะ ของ “ตปุสสะและภัลลิกะ” ส่งผ่านยุคต่อๆมา ตั้งแต่พระเจ้าอโนรธา กษัตริย์แห่งอณาจักรพุกามสมัยเรืองอำนาจ เรื่อยมาจนถึงพระเจ้าบญาอู แห่งพะโคที่ทรงบูรณะเจดีย์แห่งนี้ในปี พ.ศ.1925 ต่อมาในยุคพระเจ้าเบียนยาเกียน ก็โปรดให้ยกองค์สถูปให้สูงขึ้นไปถึง 90 เมตร ต่อมาเป็นยุคพระนางเชงสอบู กษัตริย์หญิงแห่งอาณาจักรมอญเพียงพระองค์เดียวที่ปกครองชาวมอญเป็นเวลา 17 ปี ด้วยความศรัทธาขององค์เจดีย์พระองค์ได้บริจาคทองคำน้ำหนักเท่าของตัวพระองค์เพื่อตีและหุ้มเจดีย์ชเวดากอง จนเป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลัง ๆ ทรงประพฤติปฏิบัติตาม

 

ด้วยความศรัทธาและความเชื่อที่มีต่อๆ กันมาในองค์พระเจดีย์ ส่งผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ชาวพม่ามักจะนิยมการบริจาคเพชรพลอยและของมีค่าต่างๆ ให้กับพระเจดีย์ ทำให้เจดีย์องค์นี้มีเครื่องประดับมีค่าเป็นจำนวนมากกว่า 5,000 ชิ้น โดยเฉพาะเพชรที่ประดับอยู่บนยอดเจดีย์นั้น กล่าวกันว่าขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือเลยทีเดียว ส่วนด้านล่างรอบๆ เจดีย์จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปจำนวนมาก และมีไม้แกะสลักประดับอยู่อย่างสวยงาม การเข้าไปนมัสการตามความเชื่อของชาวพม่ามักนิยมเดินตามเข็มนาฬิกาวนรอบเจดีย์ โดยเริ่มต้นที่ศาลทางทิศตะวันออกซึ่งประดิษฐาน “พระพุทธรูปพระกกุสันธพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัปนี้ ถัดไปเป็นศาลทางทิศใต้ซึ่งประดิษฐาน “พระพุทธรูปพระโกนาคมนพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าองค์ที่สองในภัทรกัปนี้ ถัดไปศาลทางทิศตะวันตกเป็นศาลของ “พระกัสสปพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าองค์ที่สามในภัทรกัปนี้ สุดท้ายศาลทางทิศเหนือเป็นศาลของ “พระโคดมพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

 

เจดีย์ชเวดากองสร้างบนเนินเขาที่ชื่อเชียงกุตตระ เนินเขาสูงของเมืองย่างกุ้งเราจึงสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง ที่สำคัญไม่มีตึกหรืออาคารสูงมาตั้งบดบังได้ ขนาดของเจดีย์ชเวดากองนี้มีความสูงทั้งหมดประมาณ 48 เมตร มีความกว้างโดยประมาณ 105 เมตร และปัจจุบันเจดีย์ชเวดากองได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศพม่า ทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับแรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางไปพม่าจะต้องเข้าไปเยี่ยมชมและสักการะ คำว่าชเวดากองเป็นการรวมคำสองคำ คำแรกคือคำว่า “ชเว” แปลว่า ทอง คำที่สองคือ “ดากอง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง แปลแบบเข้าใจง่ายๆคือ “พระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิง”

 

นอกจากสถูปสีทองที่ส่องอร่ามไปทั่วแล้ว ยังมีเจดีย์องค์เล็กองค์น้อยรายรอบเต็มบริเวณ ทั้งยังมีศิลปะวัตถุที่เป็นความเชื่อของชาวพม่าวางประดับ เช่นรูปปั้นสัตว์ในตำนานปรัมปราสองตัวทำหน้าที่เป็นทวารบาล คือ ชินเต้ หรือสัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งนก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สีหปักษีทวารบาล และ ยักษ์ทวารบาล
อีกสถานที่ที่สำคัญของพระมหาเจดีย์ชเวดากอง คือ ลานอธิฐาน จุดที่พระเจ้าบุเรงนองมาขอพรก่อนออกรบทุกครั้ง และทุกครั้งที่ออกรบก็จะได้ชัยชนะกลับมาจนได้ชื่อว่าเป็น ผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งผู้คนก็มักจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ เพื่อขอพรจากองค์เจดีย์ชเวดากอง เพื่อเสริมสร้างบารมีและสิริมงคล นอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตัวเอง จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งชาวมอญและชาวพม่า ถือว่า การกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากอง จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัย

เจดีย์ชเวดากองเปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. เพื่อจะให้ผู้ศรัทธาได้รับแสงแรกและแสงสุดท้ายของวันจากจากรัศมีของเพชรยอดเจดีย์ ซึ่งการที่เราจะได้เห็นเพชรหรือหยาดน้ำค้างปลายยอดเจดีย์นั้น ต้องมาเยือนในยามเช้าตรู่หรือยามเย็นโพล้เพล้เท่านั้น

ความเชื่อและความศรัทธาถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา ดั่งที่เจดีย์ชเวดากองได้ผ่านเวลานับกว่า 2,500 ปี ผ่านภัยพิบัติต่างๆ ในอดีตมากมาย แต่ด้วยความศรัทธาของผู้คนทุกยุคทุกสมัย ได้ช่วยกันบูรณะทำนุบำรุงองค์เจดีย์ให้มีความสวยงามกว่าเดิม และยังจะส่งผ่านให้คนรุ่นต่อๆ ไป สู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต เป็นมรดกของชาติสืบไป

คุณชอบบทความนี้หรือไม่?

ให้คะแนนเลย!

/ 5. Vote count:

As you found this post useful...

Follow us on social media!

Tags:, , , , , ,

โพสต์คำอธิบาย

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น “ชเวดากอง…มหาเจดีย์แห่งความศรัทธา”