web counter

เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า รู้ไว้ก่อนเดินทาง

เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า รู้ไว้ก่อนเดินทาง

เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า รู้ไว้ก่อนเดินทาง

อะไรบ้างต้องเสียภาษี ทำอย่างไรดีไม่ต้องเสียค่าปรับ

 

หลายคนที่เป็นขาเที่ยวขาช๊อปต่างประเทศคงจะตกใจ หนาวๆร้อนๆ กับข่าวการเข้มงวดการเก็บภาษีขาเข้าสำหรับผู้โดยสารทางอากาศยาน โดยจะมีการติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์คร่อมสายพาน 23 เครื่อง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสแกนกระเป๋าเดินทางทุกใบ และให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบวัตถุต้องห้ามนำเข้า ยาเสพติด และสินค้าแบรนเนมด์ เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงสินค้านำเข้าหลบเลี่ยงภาษี โดยจะติดตั้งทั้งหมด 23 เครื่องเสร็จในปลายปีนี้
เป็นที่รู้กันว่าเมื่อกลับเข้ามาในประเทศ หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจพาสปอร์ตและรับกระเป๋าเดินทางแล้ว เราจะต้องผ่านพิธีการต่างๆ ของกรมศุลกากรในการนำของเข้าประเทศ ตามประกาศพิกัดศุลกากร 60/2561 ว่าด้วยเรื่องการซื้อสินค้าปลอดภาษี (duty free)

 

 

หลายคนคงมีข้อสงสัยหันซ้ายหันขวาทำหน้างงๆ วันนี้เลยหาข้อมูลมาเพื่อมาตอบข้อสงสัยกันจะได้ไม่ต้องเสียทั้งเงินและเวลา เอาแบบเข้าใจง่ายๆหากคุณมีสินค้าต้องสำแดง จะต้องเดินเข้าช่องตรวจสีแดง (Goods to Declare) หากไม่มีสินค้าต้องสำแดง ให้เข้าช่องตรวจสีเขียว (Nothing to Declare) สำหรับผู้โดยสารที่เข้าช่องสีแดงและมีสินค้าต้องเสียภาษีศุลกากร สามารถทำการชำระภาษีหรือของฝากสินค้า (มีค่ารับฝาก) เพื่อทำการชำระภาษีในภายหลังได้สำหรับผู้โดยสารที่เข้าช่องสีเขียวและหากและได้รับการตรวจพบว่ามีสินค้าเกินกว่าที่อนุญาตหรือมีของต้องสำแดง แต่ไม่ทำการสำแดง จะได้รับการจับปรับและดำเนินคดีทางกฎหมาย

 

แล้วอะไรบ้างที่เป็นสิ่งของที่ต้องสำแดง?

  • เครื่องใช้ส่วนตัวที่มีมูลค่าเกินกว่า 20,000 บาท
  • ตัวอย่างสินค้าที่ไม่มีราคาในทางการค้า
  • ของที่นำมาจัดแสดงหรือนำเข้ามาชั่วคราว (ต้องมีเอกสารยืนยันที่ทำเรื่องกับศุลกากรไว้)
  • สิ่ง “ของต้องห้าม” เช่น ยาเสพย์ติด สินค้าเลียนแบบ (ของปลอม) สื่อลามก สัตว์ป่าสงวน ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ปลอม
  • ของต้องกำกัด ที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น อาวุธปืน วัตถุระเบิด พระพุทธรูป โบราณวัตถุ สัตว์มีชีวิต สัตว์ป่า ซากสัตว์ พืชสงวน ชิ้นส่วนยานพาหนะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาและอาหารเสริม

 

สิ่งของที่ไม่ต้องสำแดง?

  • เครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท
  • บุหรี่จำนวนไม่เกิน 200 มวน
  • ซิการ์/ยาเส้นจำนวนไม่เกิน 250 กรัม
  • สุราจำนวนไม่เกิน 1 ลิตร
  • เงินตราต่างประเทศไม่เกิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

*อ้างอิงจากเว็บไซต์กรมศุลกากรประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (มีนาคม 2561)

 

หลายคนคงมีคำถามแล้วถ้าซื้อสินค้า duty free จากสนามบินต้องสำแดงไหม?

ถ้าเราจะซื้อสินค้าปลอดภาษีที่สนามบิน สามารถซื้อสินค้าได้ในมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า โดยทั้งนี้จะนับรวมทั้งสินค้าที่ซื้อมาจากต่างประเทศ สินค้าที่ทำการซื้อออกไปในช่วงขาออกรวมถึงสินค้าที่ซื้อในร้าน duty free ขาเข้า ทั้งหมดรวมกันในราคาไม่เกิน 20,000 บาท

 

แล้วของใช้ส่วนตัวล่ะ?

สำหรับใครที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนานเป็นปีหรือหลายปี และกำลังจะเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวร ของจำพวก กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัวนั้นจะต้องเสียภาษี (คิดตามพิกัดศุลกากรของใช้แล้ว) หากมีข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่มีมูลค่ารวมกันเกิน 200,000 บาท จะต้องทำการสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร และจะต้องทำการเสียภาษีอากร
สำหรับการเดินททางในระยะสั้นของใช้ส่วนตัวทั้งหมดจะต้องมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท ในกรณีของคนที่เอาของใช้ไปจากเมืองไทย แนะนำให้แจ้งกรมศุลกากรที่สนามบินก่อนเดินทางออกเพื่อเลี่ยงการเสี่ยงภาษีเมื่อเดินทางกลับมา

คอมพิวเตอร์ แล็บท็อป กล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รวมกันเกิน 20,000บาท จะต้องทำไง

หลายทริปการเดินทางที่เราต้องพกพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น แล็บท็อป โน้ตบุ๊ก ไอแพด นาฬิกา กล้องถ่ายวีดีโอ และกล้องถ่ายรูป เพื่อนำไปใช้ในระหว่างเดินทาง เราสามารถทำเอกสารยื่นต่อศุลกากรก่อนเดินทางออกนอกประเทศได้ เราจะต้องเตรียมภาพถ่ายอุปกรณ์เหล่านี้ทั้งหมด 2 ชุด หมายเลข Serial Number หรือเครื่องหมายของอุปกรณ์ที่ยืนยันได้ มาแจ้ง ณ ห้องทำการศุลกากรขาออกระหว่างประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะต้องเป็นของใช้แล้ว และจะต้องมีจำนวนเหมาะสม เจ้าหน้าที่จะออกใบรับแจ้งให้คุณนำมายื่นเพื่อยกเว้นภาษีเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ

 

สินค้าใดบ้างที่ไม่ต้องเสียภาษีตามพิกัดศุลกากรขาเข้า

สินค้าที่ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร คือ โทรศัพท์ กล้อง และอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า แต่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%

 

วิธีการตีราคาของศุลกากรทำอย่างไร

ถ้ามีใบเสร็จในการซื้อสินค้า เราสามาถยื่นเพื่อให้ศุลกากรจะตีราคาภาษีนำเข้าของสินค้านั้นๆ ตามใบเสร็จ แต่ถ้าหากคุณไม่มีเจ้าหน้าที่จะดูจากฐานข้อมูลและเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าชนิดนั้นๆ เช่น เว็บไซต์ทางการของสินค้าแบรนด์เนมและเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่าย หรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ที่จำหน่ายสินค้าชนิดนั้นๆ อัตราที่ต้องเสียภาษีศุลกากรตามพิกัดศุลกากร ดังนี้

  • กระเป๋าแบรนด์เนม 20% ของราคาตามใบเสร็จ + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
  • รองเท้า 30% ของราคาตามใบเสร็จ + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
  • นาฬิกา 5% ของราคาตามใบเสร็จ + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
  • โทรศัพท์ กล้อง และอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า แต่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

 

คำถามสุดท้าย คุ้มไหมที่จะเสี่ยงไม่สำแดงสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษี?

ขอตอบเลยว่าไม่คุ้มอย่างมาก หากรู้ตัวว่านำสินค้าเข้ามาเกินกว่าที่อนุญาตแน่ๆ ตรงเข้าช่องแดง (Goods to Declare) เลยจะดีกว่า เพราะเต็มที่ก็เสียแค่ภาษีตามระวาง ไม่โดนค่าปรับ ไม่เกิดความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น หรือถ้าสิ่งของบางชนิดที่พอจะสละได้และคิดว่าคุ้ม เช่น ขนมต่างๆ ของจุกจิกที่มูลค่าไม่มาก แต่รวมๆ กันแล้วอาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรได้ จงทิ้งมันลงในกล่องใสที่ศุลกากรจัดไว้ให้ในสนามบิน เพราะหากเสี่ยงไม่สำแดงสินค้า และเดินไปเข้าช่องเขียว (Nothing to Declare) ถ้าโชคไม่เข้าข้าง โดนจับสุ่มตรวจ สุ่มสแกน และพบว่าของมันเกินมาจริงๆ โทษสูงสุดที่จะโดน คือ ปรับ 4 เท่าของมูลค่าของ + ภาษีตามระวาง จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แถมยังโดนยึดสินค้า เสียทั้งทรัพย์ เสียทั้งเงิน เสียทั้งอารมณ์ เสียทั้งเวลา และเสียเครดิต มันไม่คุ้ม

สำหรับคุณที่ยังมีข้อข้องใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนบริการกรมศุลกากร 1164

คุณชอบบทความนี้หรือไม่?

ให้คะแนนเลย!

/ 5. Vote count:

As you found this post useful...

Follow us on social media!

โพสต์คำอธิบาย

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น “เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า รู้ไว้ก่อนเดินทาง”